ประวัตินักฟุตบอล Arjen Robben (อาร์เยน ร็อบเบน)

Arjen_Robben

Arjen Robben (อาร์เยน ร็อบเบน) หนึ่งในนักเตะค่าตัวแพงที่ได้มีโอกาสได้ร่วมงานกับทีมราชันชุดขาว เรอัลมาดริด ในลาลีกาสเปน ประวัติความเป็นมาของเขา เกิดเมื่อวันที่ 23 มกราคม ค.ศ. 1984 เป็นนักฟุตบอลชาวดัตช์ เล่นให้กับสโมสรฟุตบอลเยอรมันในบุนเดสลีกา สโมสรฟุตบอลบาเยิร์นมิวนิก ตำแหน่งกองหน้า แต่โดยมากเขาเล่นในตำแหน่งปีก เขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้เล่นที่มีทักษะการเลี้ยงบอลแหวกผู้เล่นกองหลังอย่างแยบยน ความเร็ว ทักษะชั่นเลิศในการส่งข้ามลูกบอลและความแม่นยำในการยิงระยะไกล เขาเป็นส่วนหนึ่งในทีมฟุตบอลทีมชาติเนเธอร์แลนด์ และลงแข่งในยูโร 2004, ฟุตบอลโลก 2006, ยูโร 2008 ฟุตบอลโลก 2010 และฟุตบอลโลก 2014 เขาก็ยังแสดงถึงความแข็งแกร่งและความเก๋าที่ไม่ลดหย่อนลงและสามารถพาทีมเข้าสู่รอบรองชนะเลิศก่อนจะพ่ายแชมป์ให้กับเยอรมัน

Arjen_Robben-Fan-per-see

2000-2002 : โกรนิงเก้น

เอฟซี โกรนินเก้น เริ่มบ่มเพาะ ร็อบเบน ด้วยการให้เริ่มต้นเล่นให้ทีมเยาวชนระดับซี ในฤดูกาล 1999/2000 และเขาก็ยิงได้ถึง 50 ประตู ซึ่งนั่นก็ดีพอที่จะทำให้ แยน ฟาน ไดจ์ค กุนซือของทีมชุดใหญ่ เรียก ร็อบเบน ขึ้นไปเสริมทีม ในเดือนพฤศจิกยน ปี 2000 ก่อนที่จะส่ง ดาวเตะจอมเทคนิครายนี้ ลงสนามเป็นนัดแรก ในเกมที่พบกับ อาร์เคซี วาลไวจ์ค โดย ร็อบเบน ถูกเปลี่ยนตัวลงสนามไปแทน ลีโอนาร์โด้ ดอส ซานโต๊ส ในนาทีที่ 79 ของการแข่งขัน

หลังจากนั้น ในฤดูกาล 2000/2001 ร็อบเบน ก็กลายเป็นนักเตะชุดใหญ่ของทีมอย่างเต็มตัว ลงสนามเป็นตัวจริงไป 18 นัด แม้จะทำได้แค่ 2 ประตู แต่ด้วยทักษะ และลีลาการเล่นที่เหลือร้ายทำให้เขาได้รับเลือกเป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี

ในฤดูกาล 2001/2002 ร็อบเบน ยังพัฒนาฝีเท้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง ลงสนามไป 18 นัด ทำได้ 6 ประตู และด้วยฝีเท้า เทคนิค และความเร็วอันขึ้นชื่อลือชาของเขาทำให้ ร็อบเบน โด่งดังไปทั้วฮอลแลนด์ จนในที่สุด พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ทีมยักษ์ใหญ่แดนหังกันลม ก็มาซื้อตัวร็อบเบน ไปร่วมทีม ก่อนที่ฤดูกาล 2002/2003 จะเริ่มขึ้น ด้วยค่าตัว 4.2 ล้านปอนด์

2002-2004 : พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น

ในช่วงออกเริ่มต้นฤดูกาล 2002/2003 กับต้นสังกัดใหม่ อย่าง พีเอสวี มีเสียงวิจารณืว่า ร็อบเบน ค่าตัวสูงเกินไปไหม สำหรับนัดเตะวัยแค่ 18 ปี แต่เขาก็จัดการลบเสียงวิจารณ์เหล่านั้น ด้วยการลงวาดลวดลาย 33 นัด ยิงได้ 12 ประตู พาทีมคว้าแชมป์ลีกฮอลแลนด์ สมัยที่ 17 มาครองได้ โดยที่เขายังได้รับเลือกเป็นนักเตะยอดเยี่ยมของทีม ร่วมกับ มาเตย่า เคซมัน นอกจากนั้นยังได้รางวัลนักเตะความสามารถดีเด่นประจำปี อีกด้วย

หลังจากออกเริ่มต้นฤดูกาลแรกกับ พีเอสวี ได้อย่างสุดประทับใจ ปรากฏว่าในฤดูกาลต่อมา ร็อบเบน ต้องพบกับฤดูกาลที่น่าผิดหวังบ้าง เมื่อ พีเอสวี พลาดท่าเสียแชมป์ลีกให้กับ อาแจ๊กซ์ คู่ปรับสำคัญ ขณะที่ ร็อบบเน ก็โดนอาการบาดเจ็บที่เอ็นหลังหัวเข่าเล่นงาน 2 ครั้ง จนไม่ได้ลงสนามไปพักหนึ่ง แถมยังโดน กุส ฮิดดิงค์ กุนซือของทีมตำหนิว่านิสัยไม่ดี ชอบแกล้งพุ่งล้มตบตาผู้ตัดสิน จนโดนใบเหลืองจากคดีนี้ไปหลายครั้ง

แม้จะประสบมรสุมชีวิตที่ พีเอสวี แต่ด้วยฝีเท้าที่เอกอุ ทำให้ ร็อบเบน เป็นที่ต้องการของ รีล มาดริด ทีมมหาอำนาจของสเปน และ 2 ยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เชลซี

แม้ว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีม “ปีศาจแดง” จะเชิญ ร็อบเบน ไปพบ และลงทุนเกลี้ยกล่อมด้วยตัวเอง แต่การที่ แมนฯยูฯ ยื่นข้อเสนอให้กับ พีเอสวี 7 ล้านปอนด์ มันไม่เพียงพอต่อความต้องการของทีมดังแดนกังหันลม ถึงขนาดที่ว่า แฮร์รี่ ฟาน ไรจ์ ประธานสโมสรพีเอสวี กล่าวประชดว่าเงินแค่นี้คงซื้อได้แค่เสื้อ และรูปถ่ายพร้อมลายเซ็นของ ร็อบเบน เท่านั้น

ขณะที่ รีล มาดริด ก็ไม่ใช่ทีมในฝันของ ร็อบเบน เพราะเขาขอบบาร์เซโลน่า มากกว่า ทำให้ เชลซี ยื่นข้อเสนอ 18 ล้านปอนด์ ไปให้ พีเอสวี พิจารณา และทางทีมดังแห่งฮอลแลนด์ ก็ตอบรับข้อเสนอนี้ อย่างพึงพอใจ แบะการย้ายทีมอีกครั้งของ ร็อบเบน จึงบังเกิดขึ้น

2004-2007 : เชลซี

หลังจากย้ายมาร่วมทีม เชลซี ได้ไม่นาน ร็อบเบน ก็ได้รับบาดเจ็บ ในการลงเตะอุ่นเครื่องช่วงปรีซีซั่น นัดที่พบกับ โรม่า ทำให้เขาต้องพักยาว กว่าจะได้ลงสนามให้กับ “สิงโตน้ำเงินคราม” อย่างเป็นทางการ ก็ล่วงถึงเดือนพฤศจิกายน ปี 2004

แต่หลังจากที่หายเจ็บกลับมาแล้ว ร็อบเบน ก็ยึดตำแหน่งตัวจริงมาครองได้อย่างไม่ยากเย็น พร้อมทั้งกลายเป็นขวัญใจแฟนบอลเชลซี ด้วยลีลาการเล่น และเทคนิคที่แพรวพราว จนเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยพา เชลซี คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และ ลีก คัพ มาครองได้ ในฤดูกาล 2004/2005ก่อนจะมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก เป็นสมัยที่สองติดต่อกัน ฤดูกาล 2005/2006

เข้าสู่ฤดูกาล 2006/2007 ดูเหมือนว่า ชีวิตในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ของร็อบเบน ก็เริ่มจะมีอุปสรรค เมื่อเขาต้องถูกจับนั่งเป็นตัวสำรองอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจะระบบการเล่นที่ไม่เอื้ออำนวยกับสไตล์การเล่นของเขา แต่จากอาการบาดเจ็บของ โจ โคล ก็เท่ากับเป็นเปิดโอกาสให้เขา ร็อบเบน ได้กลับมาเล่นเป็นตัวจริงอีกครั้ง และเขาก็ทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง

ก่อนที่ความโชคร้ายจะมาเยือนเขาอีกจนได้ โดยร็อบเบน ต้องพลาดการลงสนามให้ทีมไปตั้งแต่ปลายเดือน มีนาคม เนื่องจากต้องเข้ารับการผ่าตัดที่เข่า อย่างไรก็ตาม เขาก็กลับมาฟิตพร้อมลงเล่นให้ทีมได้ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ รอบรองชนะเลิศ ที่พบกับ ลิเวอร์พูล โดยแม้ว่าจะไม่อาจพาทีมคว้าแชมป์รายการนี้ได้ แต่เขาก็ยังมีส่วนช่วยให้ทีม “สิงห์บูลส์” คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ มาครองได้สำเร็จ หลังเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในรอบชิงชนะเลิศ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2007 และนั่นก็เป็นฤดูกาลสุดท้ายของเขาในเกาะอังกฤษ ก่อนที่จะเก็บกระเป๋า ย้ายไปร่วมทีม เรอัล มาดริด หลังจบซีซั่น
2007-ปัจจุบัน : เรอัล มาดริด

ในวันที่ 22 สิงหาคม ปี 2007 ร็อบเบน เซ็นสัญญากับ ทีม “ราชันชุดขาว” เป็นเวลา 5 ปี ในราคา 24 ล้านปอนด์ ส่งทำให้เขากลายเป็นนักเตะค่าตัวแพงเป็นอันดับ 5 ในประวัติศาสตร์ของสโมสร ตามหลัง ซีเนอดีน ซีดาน, หลุยส์ ฟิโก, เดวิด เบ๊คแฮม และ โรนัลโด้ ตามลำดับ ร็อบเบน ลงสนามให้กับ เรอัล มาดริด นัดแรก ในวันที่ 18 กันยายน ในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พบกับ แวร์เดอร์ เบรเมน ก่อนที่ เขาจะต้องพลาดช่วยต้นสังกัดเป็นเวลากว่า 6 สัปดาห์ เนื่องจากมีอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อต้นขารบกวนมาจากเกมทีมชาติก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม เขาก็กลับมาลงสนามได้อีกครั้งในเดือน ธันวาคม ซึ่งหลังจากนั้น ร็อบเบน ก็โชว์ฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจ จนสามารถกลายเป็นกำลังสำคัญของ ขุนพล “เอล กลาซิโก้” ได้อย่างถาวร พร้อมกับช่วยให้ทีม คว้าแชมป์ ลา ลีกา มาครองได้สำเร็จ เป็นสมัยที่ 31 โดยทำแต้มทิ้งห่างทีมอันดับ 2 อย่าง บียาร์เรอัล ชนิดไม่เห็นฝุ่น อีกด้วย
ปัจจุบัน รอบเบน ยังคงเป็นหัวใจในแดนซ้ายของทีม อย่างไม่เปลี่ยนแปลง

สำหรับเส้นทางในทีมชาติฮอลแลนด์ นั้น ร็อบเบน ติดทีมชาติมาแล้ว 34 นัด ทำได้ 10 ประตู โดยประสบการณ์ในการลงเตะทัวร์นาเม้นท์สำคัญให้กับทีมชาติเป็นครั้งแรกคือในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รอบสุดท้าย ปี 2004 ที่โปรตุเกส ขณะที่ ทัวร์นาเม้นท์สำคัญระดับชาติ ครั้งที่สองของเขา ก็คือฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมัน และล่าสุด ในเกมฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รอบสุดท้าย ปี 2008 ที่ออสเตรีย และ สวิตเซอร์แลนด์