Zinedine Yazid Zidane (ซีเนดีน ซีดาน)

ซีดาน

Zinedine Yazid Zidane (ซีเนดีน ซีดาน) คือชื่อเต็มของเขา จากที่หลายๆคนคุ้นเคยกันในชื่อ Zidane (ซีดาน) เกิดวันที่ 23 มิถุนายน ค.ศ. 1972 ปัจจุบัน 43 ปี เกิดที่มาร์กเซย์ ประเทศฝรั่งเศส ส่วนสูง 185 ซ.ม. (6 ฟุต 1 นิ้ว) ชื่อเล่น Zizou, ZZ, Yaz ตำแหน่งของ Zidane กองกลางตัวรุก โดยความโดดเด่นของเขาเป็นมิดฟีลด์จอมทัพที่ดีที่สุดของโลก ครบเครื่องทุกอย่างในนักเตะคนเดียว ทั้งการผ่านบอลแม่นยำ เติมเกมรุกอย่างคล่องตัว ทักษะที่เป็นเลิศของเขาทำให้สามารถนำทีมและกำหนดจุดของการเล่น ให้แก่ผู้เล่นในทีมได้อย่างลงตัว เรียกได้ว่าเป็นเพลย์เมกเกอร์ในตำนานเลยก็ว่าได้ และเขายังถูกคัดเลือกให้เป็นดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของยุโรป

zidane-goal-champ

ประวัตินักเตะฟุตบอลที่มาของ Zidane (ซีดาน)

เริ่มต้นอาชีพฟุตบอล
1988-1996 : กานส์ และ บอร์กโดซ์

ซีดาน อัจฉริยะลูกหนังเชื้อสายแอลจีเรียผู้นี้ เกิดเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน ปี 1972 ที่เมืองมาร์กเซย ประเทศฝรั่งเศส โดยเขาเริ่มต้นอาชีพลูกหนังจากการเล่นอยู่ตามท้องถนนในเมืองมาร์กเซย ตามประสาเด็กทั่วไป จนในตอนที่หนูน้อยซีดาน มีอายุได้ 14 ปี พรสวรรค์ของเขาก็ไปเตะตาแมวมองของสโมสรกานส์ ที่มาชักชวนให้เขาไปเข้าโรงเรียนลูกหนังฝึกฝนฝีเท้ากับทางสโมสรในที่สุด ซีดาน ได้กลายเป็นสมาชิกทีมชุดใหญ่ของกานส์ ตั้งแต่ตอนที่อายุยังไม่ถึง 17 ปี โดยในฤดูกาล 1990/1991 เขาก็เป็นตัวจริงของทีมได้แล้ว แม้ว่า กานส์ จะตกชั้นไปจากลีก เอิง แต่ ซีดาน ก็ยังคงได้ลงเล่นในลีกสูงสุดของฝรั่งเศส ต่อไป เมื่อ บอร์กโดซ์ เข้ามาคว้าตัวเขาไปร่วมทีม ต่อทันทีที่ กานส์ ตกชั้น ในฤดูกาล 1992/1993

หลังจาก ซีดาน ย้ายมาร่วมทีม บอร์กโดซ์ เขาก็เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนทีม และสามารถพาทีมเข้าชิงชนะเลิศ ฟุตบอลยูฟ่า คัพ ฤดูกาล 1995/1996 ซึ่งแม้ว่า บอร์กโดซ์ จะพ่าย บาเยิร์น มิวนิค ทีมยักษ์ใหญ่ของเยอรมัน จนพลาดแชมป์ไป แต่ฝีเท้าของ ซีดาน ที่ได้สำแดงออกมาในฤดูกาลนั้น ทำให้เขาแจ้งเกิดในเวทีลูกหนังยุโรป ได้สำเร็จ จนมีคนยกย่องว่าจะกลายเป็นตำนานลูกหนังของฝรั่งเศส เช่นเดียวกับ มิเชล พลาตินี่ ที่ ซีดาน เคยส่งบอลให้กับมือ ในตอนที่เขาเป็นเด็กเก็บลูกฟุตบอล ในการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ปี 1984

1996-2001 : ยูเวนตุส

ในปี 1996 ซีดาน ได้ย้ายไปร่วมทีม “ม้าลาย” ยูเวนตุส ภายใต้การคุมบังเหียนของ มาร์เชโล ลิปปี้ และ ซีดาน ก็เป็นส่วนสำคัญที่พาทีมยูเวนตุส คว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา และ แชมป์อินเตอร์คอนทิเนนทอล คัพ ในปี 1997 รวมถึง มีส่วนสำคัญพาทีมเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก่อนที่จะพ่ายให้กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 3-1 และในฤดูกาลถัดมา ซีดาน ยังช่วยให้ ยูเวนตุส คว้าแขมป์ “สคูเต็ตโต้” ได้อีกสมัย เช่นเดียวกับ พาทีมเขารอบชิงชนะเลิศ ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่สุดท้าย ทีมของเขาก็ต้องเป็นฝ่ายปราชัยให้กับ เรอัล มาดริด ไป 0-1

2001-2006 : เรอัล มาดริด

หลังจากค้าแข้งอยู่ในแดนมักกะโรนี กับ ยูเวนตุส อยู่ 5 ฤดูกาล ในที่สุด ซีดาน ก็ย้ายไปร่วมทีม “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ทีมยักษ์ใหญ่ของสเปน ในปี 2001 ด้วยค่าตัวสูงที่สุดในโลก 76 ล้านยูโร (ประมาณ 4,028 ล้านบาท)
และในฤดูกาลแรกที่ ซีดาน ไปอยู่กับ รีล มาดริด เขาสามารถพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาครองได้ทันที ด้วยการเอาชนะ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ในรอบชิงชนะเลิศ โดยที่ ซีดาน สามารถทำประตูสุดคลาสสิค จากการวอลเลย์บอลเข้าไปตุงตาข่ายอย่างสวยงาม อีกด้วย
ฤดูกาลต่อมา ซีดาน ยังทำผลงานได้อย่ายอดเยี่ยง โดยเขาสามารถพา เรอัล มาดริด คว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ คัพ และ แชมป์ สแปนิช ซูเปอร์ คัพ ได้สำเร็จ ซึ่งในฤดูกาล 2002/2003 ซีดาน ได้รับเลือกให้เป็นนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลกจากการประกาศของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ
หรือ ฟีฟ่า เป็นสมัยที่ 3 เทียบเท่ากับ โรนัลโด้ กองหน้าทีมชาติบราซิล หลังจากก่อนหน้านี้ ซีดาน เคยได้รับรางวัลดังกล่าวมาแล้วในปี 1998 และ 2000
อย่างไรก็ตาม ฤดูกาล 2005/2006 ซึ่งเป็นฤดูกาลสุดท้ายของซีดาน กับ เรอัล มาดริด อาจไม่น่าประทับใจนัก เมื่อต้นสังกัดของเขากระเด็นตกรอบรองชนะเลิศศึก โกปา เดล เรย์ และ รอบ 16 ทีมสุดท้าย ศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รวมถึงถูกทีม “เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลน่า ทิ้งห่างถึง 12 แต้ม พร้อมกับคว้าแชมป์ลาลีกา ไปครอง และในที่สุด ซีดาน ก็แขวนสตั๊ด อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2006

ทีมชาติฝรั่งเศส

จากความที่ ซีดาน ถือสองสัญชาติ ทั้งฝรั่งเศส และ แอลจีเรีย จึงทำให้เขาสามารถเลือกที่จะเล่นให้กับทีมใดทีมหนึ่งก็ได้ และเขาก็เกือบจะได้เล่นให้กับทีมชาติแอลจีเรียไปแล้ว แต่จากการถูกปฏิเสธจากโค้ชของทีมที่รู้สึกว่าเขาไม่มีความเร็วพอในตำแหน่งที่เล่นตอนนั้น ในที่สุด เส้นทางในทีมชาติฝรั่งเศส ของซีดาน ก็บังเกิดขึ้น โดย ซีดาน ติดทีม “ตราไก่” ครั้งแรก ในปี 1994 และสร้างความประทับใจสุดๆ ด้วยการลงมาทำคนเดียว 2 ประตู ช่วยให้ ฝรั่งเศส ไล่ตามตีเสมอ สาธารณรัฐเช็ก 2-2 หลังจากที่ตกเป็นฝ่ายตามหลังไปก่อน 0-2 ในตอนที่ ซีดาน ยังไม่ถูกเปลี่ยนตัวลงสนาม
ซีดาน มาแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในระดับนานาชาติ เมื่อติดทีมชาติฝรั่งเศส ชุดทำศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รอบสุดท้าย ปี 1996 ที่ประเทศอังกฤษ เป็นเจ้าภาพ และ ซิซู ก็โชว์ลวดลายลีลาออกมาได้อย่างน่าประทับใจ แม้ว่าสุดท้ายแล้ว ฝรั่งเศส จะไม่ถึงดวงดาวในการแข่งขันครั้งนั้น แต่ ซีดาน ก็กลายเป็นเป้าหมายสำคัญสโมสรชั้นนำในยุโรป และเป็นอนาคตของทีม “เลส์ เบลอส์” อีกด้วย
หลังจากจบ ยูโร 96 ยูเวนตุส ทีมมหาอำนาจของอิตาลี ที่ประทับใจฝีเท้าของ ซีดาน เป็นอย่างยิ่ง ก็คว้าตัว ซิซู ไปร่วมทีม ด้วยค่าตัวเพียงประมาณ 3 ล้านปอนด์ และ ซีดาน ก็พา ยูเวนตุส คว้าแชมป์ได้ทันที ด้วยการเอาชนะ ริเวอร์เพลท ของอาร์เจนติน่า ในการชิงแชมป์ฟุตบอลอินเตอร์คอนติเน็นทั่ล คัพ ที่เป็นการเอาแชมป์สโมสรยุโรป มาเจอกับแชมป์สโมสรของอเมริกาใต้ นั่นเอง

1998 : คว้าแชมป์โลก

ในฟุตบอลโลก 1998 พลพรรคนักเตะฝรั่งเศส ภายใต้การคุมทีมของ เอ็มเม่ ฌักเก้ต์ และมี ซีดาน เป็นหัวใจของทีม แถมยังมีเสียงเชียร์มหาศาลจากแฟนบอลของตนเอง สามารถทะลุทะลวงเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศกับ บราซิล ที่มี โรนัลโด้ เป็นตัวชูโรงและพวกเขาสามารถเอาชนะ บราซิล ได้แบบขาดลอย 3-0 พร้อมกับคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก สมัยแรก มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ โดยที่ 2 ประตูแรกที่นำไปสุ่ชัยชนะของทีม “ตราไก่” มาจากการโหม่งของ ซีเนอดีน ซีดาน เพลย์เมกเกอร์คนเก่งของทีมนั่นเอง ซึ่งในช่วงปลายปีนั้น ซีดาน ก็ได้รับรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของโลก และนักเตะยอดเยี่ยมของยุโรป มาครองได้อีกด้วย

2000 : แชมป์ยูโร

หลังจากคว้าแชมป์โลก 1998 มาครองได้แล้ว พลพรรคนักเตะทีมชาติฝรั่งเศส ยังเดินหน้าทำผลงานยอดเยี่ยมได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะเปลี่ยนกุนซือจาก ฌักเก้ต์ มาเป็น โรเช่ร์ เลอแมร์ แต่นักเตะกำลังหลักของทีมก็ยังอยู่กันครบ ซึ่งภารกิจต่อมาของ ซีดาน และชาวคณะก็คือศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป ปี 2000 ซึ่ง ฮอลแลนด์ กับ เบลเยี่ยม เป็นเจ้าภาพร่วมกัน โดยที่ ฝรั่งเศส ในฐานะแชมป์โลก ตะลุยผ่านรอบคัดเลือกมาได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ก่อนจะมาสร้างผลงานบันลือโลกอีกครั้ง ด้วยการคว้าแชมป์ยุโรป มาครองได้ ด้วยการเอาชนะ อิตาลี ในรอบชิงชนะเลิศ จากประตูชัยของ ดาวิด เทรเซเก้ต์ และในปลายปีนั้น ซีดาน ก็ได้รางวัลนักเตะยอดเยียมของโลก มาครองเป็นสมัยที่ 2 ด้วย

2002-2006 : ไม่ประสบความสำเร็จกับฝรั่งเศส

อย่างไรก็ตาม ซีดาน และทีมชาติฝรั่งเศส ต้องมาประสบความล้มเหลวอย่างยิ่งในฟุตบอลโลก 2002 ที่ เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น เป็นเจ้าภาพ เมื่อกระเด็นตกรอบแรกไปอย่างน่าอาย โดยสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งก็เพราะซีดานได้รับบาดเจ็บในเกมอุ่นเครื่องก่อนการแข่งขัน ทำให้ไม่ฟิตสมบูรณ์เต็มที่ในการลงเตะฟุตบอลโลก 2002ต่อมาในปี 2004 ซีดาน พาทีมชาติฝรั่งเศส ลงทำศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หรือ “ยูโร” ปี 2004 ที่ประเทศ โปรตุเกส ก่อนจะต้องเจอกับผิดหวังอีกครั้ง เมื่อพ่ายทีมรองบ่อนอย่าง กรีซ ตกรอบไปแบบพลิกความคาดหมย จนทำให้ ซีดาน ท้อแท้ใจจนประกาศอำลาทีมชาติ หลังจากจบการแข่งขันรายการนั้น
แต่ด้วยเสียงเรียกร้องของแฟนบอลฝรั่งเศส อีกทั้งกุนซือทีมชาติคนปัจจุบันอย่าง โดเมอเน็ค ก็ลงทุนอ้อนวอนเกลี้ยกล่อมด้วยตนเองมาตลอด ทำให้ ซีดาน ยอมหวนกลับมารับใช้ชาติอีกครั้ง ในช่วงฤดูร้อนปี 2005 ซึ่งในตอนนั้น สถานการณ์ของทีม “ตราไก่” ในศึกฟุตบอลโลก 2006 รอบคัดเลือก ยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่พอ ซีดาน กลับมาสู่ทีมเท่านั้น ทุกอย่างก็กลับมาลงตัว และ ฝรั่งเศส ก็ผ่านเข้ารอบได้สำเร็จ

zidane-headbut

2006 : รองแชมป์ฟุตบอลโลก

ฝรั่งเศส ออกประเดิมสนามศึกฟุตบอลโลก 2006 ที่ เยอรมัน ได้ไม่ดีนัก ด้วยการเสมอกับ สวิตเซอร์แลนด์ 0-0 และ เกาหลีใต้ 1-1 แถมเกมนั้น ซีดาน ก็โดนไล่ออกจากสนาม หลังจากได้ใบเหลือง 2 ใบ ส่งผลให้ ซีดาน ต้องชวดลงสนามในเกมนัดสุดท้าย ในรอบแบ่งกลุ่ม ที่พบกับ โตโก อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศส ก็สามารถทุบเอาชนะ โตโก 2-0 พร้อมกับผ่านเข้ารอบไปในฐานะทีมอันดับ 2 ซึ่งจะต้องไปพบกับ สเปน ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไป
ในเกมพบกันทีม “กระทิงดุ” ซีดาน ได้กลับมาลงสนามอีกครั้ง และเป็นคนเปิดบอลใส่พานให้ ปาทริค วิเอร่า ทำประตูให้ฝรั่งเศส ออกนำ สเปน 2-1 ในช่วงท้ายเกม ก่อนที่ เขาจะมาซัดประตูย้ำชัย ได้ในนาทีที่ 91 ส่งผลให้ ฝรั่งเศส เอาชนะไปได้ 3-1 และเขาไปพบกับ บราซิล แชมป์เก่า ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ซึ่งซีดาน ก็แผลงฤทธิ์เปิดบอลให้ เธียร์รี่ อองรี ซัดประตูชัย ให้ฝรั่งเศส เอาชนะไปได้ในที่สุด 1-0 พร้อมกับการคว้าตำแหน่ง “แมน ออฟ เดอะ แม็ตช์” ในเกมนั้นไปครองในนัดต่อไป ซีดาน นำทัพทีมฝรั่งเศส
ก้าวลงสนามในเกมนัดรองชนะเลิศ โดยพบกับ โปรตุเกส และเขาก็ซัดจุดโทษในนาทีที่ 33 ช่วยให้ ฝรั่งเศส เอาชนะทัพ “ฝอยทอง” ไปได้ 1-0 พร้อมกับทะลุกเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ไปพบกับ อิตาลี ซึ่ง ซีดาน ยังสวมบทฮีโร่ของให้ ซีดาน กลายเป็นนักเตะคนที่ 4 ในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลก ที่สามารถทำประตูในนัดชิงชนะเลิศได้ 2 ครั้งในปีต่างกัน เคียงข้างกับ เปเล่, พอล ไบรต์เนอร์ และ วาว่า
อย่างไรก็ตาม อิตาลี ก็มาตามตีเสมอได้สำเร็จ จากการทำประตูของ มาร์เตรัซซี่ ทำให้เกมนี้จะต้องยืดเยื้อไปในช่วงต่อเวลาพิเศษ นำมาซึ่งการโดนไล่ออกของ ซีดาน ในนาทีที่ 110 หลังจากที่เขาใช้ศีรษะโขกใส่ มาร์เตรัซซี่ แต่ทว่าก็ไม่มีใครทำอะไรกันได้ จนมาถึงการดวลจุดโทษตัดสินซึ่งก็เป็น อิตาลี ที่เอาชนะไปได้ 5-3 แต่หลังจบทัวร์นาเม้นต์ดังกล่าว ซีดาน ก็ยังคงรางวัล “โกลเด้นบอล” ซึ่งมอบให้กับผู้เล่นที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในศึกฟุตบอลโลก ไปครองในที่สุด